
สมเด็จพระจักรพรรดินีเซี่ยวชิงเสี่ยน (ซูสีไทเฮา)
สมเด็จพระจักรพรรดินีเซี่ยวชิงเสี่ยน (จีน: 孝欽顯; พินอิน: Xiào Qing Xiǎn) หรือ สมเด็จพระ จักรพรรดินีฉือสี พระพันปีหลวง (จีน: 慈禧太后; พินอิน: Cíxǐ Tàihòu ฉือสีไท้โฮ้ว; อังกฤษ: Empress Dowager Cixi) หรือที่รู้จักกันในประเทศไทยว่า ซูสีไทเฮา (29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2378—15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2451) เป็นสตรีชาวแมนจูในประวัติศาสตร์จีนสมัยราชวงศ์ชิง โดยเป็น ผู้ทรงอำนาจอธิปไตยในการบริหารราชการแผ่นดินจีนสี่สิบเจ็ดปี และเมื่อเสด็จนฤพานแล้วไม่นานระบอบราชา ธิปไตยในประเทศจีนก็เป็นอันเลิกไป
พระนามาภิไธยและพระยศ
"ฉือสี" (ซูสี) (จีน: 慈禧; พินอิน: Cíxǐ) เป็นพระนามาภิไธยของสมเด็จพระพันปีหลวงพระองค์นี้ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารปัจจุบันมากที่สุด และยังเป็นพระนามาภิไธยที่สมเด็จพระพันปีหลวงพระองค์นี้เป็นที่รู้จักมากที่สุด ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่พระนามาภิไธยโดยพระประสูติก็ตาม ทั้งนี้ "ฉือสี" เป็นพระนามาภิไธยที่คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ประกาศเฉลิมให้ภายหลังการสวรรคตของสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิง
ความหมายของพระนามาภิไธย "ฉือสี" ดูหัวข้อย่อย "อธิบาย" ในหัวข้อ "ภายหลังถวายตัวต่อจักรพรรดิ" หมวด "พระราชประวัติ" ด้านล่าง
ในบันทึกฃองราชสำนักชิงในคราวที่พระนางเข้าถวายตัวเป็นครั้งแรกออกพระนามาภิไธยว่า "คุณเยอเฮอนารา ธิดาแห่งหุ้ยเจิง" อันเป็นการเรียกพระนางตามชื่อพระสกุลของพระนาง (พระสกุลเยอเฮอนารา) ทั้งนี้ เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวแมนจู
หลังจากที่ได้เฝ้าหน้าที่นั่งแล้ว คุณเยอเฮอนาราได้รับการสถาปนาเป็นพระสนมเอกระดับห้า ตำแหน่ง "ท้าวศรีสวัสดิลักษณ์" (จีน: 貴人; พินอิน: guì rén; อังกฤษ: Elegant Lady) กับทั้งได้รับพระราชทานชื่อใหม่ว่า "อี้" (จีน: 懿; พินอิน: Yì; แปล. ประเสริฐเลิศล้น) ต่อมาในราวเดือนธันวาคม พ.ศ. 2397—มกราคม พ.ศ. 2398 ท้าวศรีสวัสดิลักษณ์ (อี้) ได้รับการอวยยศขึ้นเป็นพระสนมเอกระดับสี่ ตำแหน่ง "ท้าวราชกันยา" (จีน: 嬪; พินอิน: pín; อังกฤษ: Imperial Concubine)
27 เมษายน พ.ศ. 2399 ท้าวราชกันยา (อี้) ให้กำเนิดบุตรชายกับสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิง จึงได้รับการโปรดเกล้าฯ อวยยศขึ้นเป็น "พระวรชายา" (จีน: 妃; พินอิน: fēi; อังกฤษ: Imperial Consort) และต่อมาในเดือนกุมภาพันธุ์ พ.ศ. 2400 ก็ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนขึ้นเป็น "พระอัครชายา" (จีน: 貴妃; พินอิน: guì fēi; อังกฤษ: Noble Consort)
หลังจากการสวรรคตของสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิงในปลายเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2404 พระราชบุตรในพระอัครชายาพระองค์ดังกล่าวได้เสด็จขึ้นทรงราชย์ด้วยพระชันษาเพียงห้าพรรษา ทรงพระนามาภิไธยว่า "สมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อ" คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระนามาภิไธยสมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อประกาศเฉลิมพระนามาภิไธยพระอัครชายาอีว่า "สมเด็จพระจักรพรรดินี พระพันปีหลวง" (จีน: 聖母皇太后; พินอิน: shèng mǔ huáng tài hòu; อังกฤษ: Divine Mother Empress Dowager) ในโอกาสเดียวกันนี้ ยังได้มีการถวายพระสมัญญาแด่สมเด็จพระพันปีหลวงว่า “ฉือสี” อีกด้วย เป็นประเพณีของราชสำนักจีนที่มักประกาศเฉลิมพระอภิไธยพระราชวงศ์บ่อยครั้ง โดยซูสีไทเฮาได้รับการโปรดเกล้าฯ เฉลิมพระนามาภิไธยถึงเจ็ดครั้งอีกต่อมา ในท้ายพระชนมายุของพระองค์ ปรากฏว่ามีพระนามาภิไธยเต็ม ๆ ดังต่อไปนี้
"สมเด็จพระปรัตยุบันราชชนนีฉือสีตวนโย้วคังอี๋จาวยู้จวงเฉิงโช้วกงชิงเสี้ยนฉงซีแห่งมหาจักรวรรดิชิง" (จีน: 大清國當今慈禧端佑康頤昭豫莊誠壽恭欽獻崇熙聖母皇太后; พินอิน: dà qīng guó dāng jīn cí xǐ duān yòu kāng yí zhāo yù zhuāng chéng shòu gōng qīn xiàn chóng xī shèng mǔ huáng tài hòu; อังกฤษ: The Current Divine Mother Empress Dowager Ci-Xi Duan-You Kang-Yi Zhao-Yu Zhuang-Cheng Shou-Gong Qin-Xian Chong-Xi of the Great Qing Empire) เรียกโดยย่อว่า "สมเด็จพระปรัตยุบันราชชนนีฉือสีแห่งมหาจักรวรรดิชิง"
ภายหลังการนฤพานของซูสีไทเฮา ได้มีการเฉลิมพระนามาภิไธยของพระนางอีกเป็น
"สมเด็จพระจักรพรรดินีเซี่ยวชิงฉือสีตวนโย้วคังอี๋จาวยู้จวงเฉิงโช้วกงชิงเสี้ยนฉงซีเป่ย์เทียนซิงเชิงเสี่ยน" (อังกฤษ: Empress Xiao-Qin Ci-Xi Duan-You Kang-Yi Zhao-Yu Zhuang-Cheng Shou-Gong Qin-Xian Chong-Xi Pei-Tian Xing-Sheng Xian) เรียกโดยย่อว่า "สมเด็จพระจักรพรรดินีเสี่ยวชิงเสี่ยน" (จีน: 孝欽顯; พินอิน: Xiào Qing Xiǎn; อังกฤษ: Empress Xiao Qin Xian) โดยพระนามาภิไธยอย่างยาวนี้ยังคงปรากฏอยู่ ณ หน้าที่ฝังพระศพในทุกวันนี้
อนึ่ง ในขณะนี้มีหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งเขียนโดยผู้สืบสันดานจากพระอนุชาของสมเด็จพระจักรพรรดินีฯ พระพันปีหลวง ให้ข้อสันนิษฐานว่า พระนามที่แท้จริงดังกล่าวน่าจะเป็น "ซิ้งเฉิน" (จีน: 杏贞; พินอิน: Xìngzhēn)
ควรรู้ว่า สรรพนาม "พระหมื่นปีหลวง" (จีน: 大清國當今聖母皇太后萬歲萬歲萬萬歲; อังกฤษ: Long Live the Empress Dowager for ten thousand years) ใช้แทนสมเด็จพระจักรพรรดิ ส่วน "พระพันปีหลวง" ใช้แทนสมเด็จพระจักรพรรดินี ทั้งนี้ การเอ่ยถึงทั้งสองพระองค์โดยทั่วไป ในราชสำนักชิงมักว่า "สมเด็จพระพุทธเจ้า" (จีน: 老佛爺; อังกฤษ: Verenable Buddha) โดยจะแทนตัวผู้พูดว่า "ข้าพระพุทธเจ้า"
พระราชประวัติ
ขณะทรงพระเยาว์
ถึงแม้ว่ามีเรื่องราวเกี่ยวกับซูสีไทเฮาในขณะที่ทรงพระเยาว์อยู่มากมาย แต่ข้อมูลเกี่ยวกับพระชาติพงศ์ของซูสีไทเฮายังไม่เป็นที่แน่ชัด กับทั้งเรื่องราวดังกล่าวก็ไม่เป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น
อย่างไรก็ดี ในหนังสือเกี่ยวกับพระราชประวัติส่วนใหญ่มักอ้างว่า ทรงเป็นธิดาในข้าราชการแมนจูระดับล่างชื่อ หุ้ยเจิง (จีน: 惠征; พินอิน: Huì Zhēng) กับภรรยาเอก ทั้งนี้ สกุลของพระชนกมีว่า เยอเหอนารา (พินอิน: Yehenara) ของพระชนนีว่า ฟู้ฉา (จีน: 富察; พินอิน: Fùchá) อนึ่ง หนังสือ “ซูสีไทเฮา” ของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ว่า พระชนนีมีนามว่า นิวฮูลู่
หุ้ยเจิงนั้นรับราชการเป็นนายทหารประจำกองธงสีฟ้ารักษาชายแดน ณ มณฑลชานซี กองธงสีฟ้าเป็นกองธงหนึ่งในจำนวนแปดกองธงซึ่งมีอำนาจหน้าที่ด้านการทหาร และต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการมณฑลอานฮุย นายเอ็ดเวิร์ด แบร์ (Edward Behr) นักประวัติศาสตร์จีน สันนิษฐานว่า ซูทีไทเฮามีพระประสูติกาลใน พ.ศ. 2378 โดยมีพระนามแต่แรกเกิดว่า หลานเอ๋อร์ (พินอิน: Lan Ueu; แปล. กล้วยไม้น้อย) โดยสันนิษฐานจากการที่ผู้สืบสันดานจากพระเชษฐาของซูสีไทเฮา คือ เกินเจิง (พินอิน: Genzheng) มีชื่อแต่เด็กว่า ซิงเอ๋อร์ (พินอิน: Xing’er) และพระนามที่ซูสีไทเฮาใช้เมื่อทรงเข้ารับการศึกษาขณะทรงพระเยาว์มีว่า ซิ้งเฉิน (จีน: 杏贞; พินอิน: Xìngzhēn)
บรรดามุขปาฐะที่แพร่หลายมากที่สุดว่า 1. ซูสีไทเฮาทรงเป็นชาวแคว้นแยงซีก็มี 2. ว่าทรงเป็นชาวเมืองชางจี่ (พินอิน: Changzhi) ก็มี 3. ว่าทรงเป็นชาวมณฑลชานซีก็มี (ฉบับนี้ว่าครอบครัวของซูสีไทเฮาเป็นชาวฮั่นที่เข้ารีตเป็นแมนจู) 4. ว่าทรงเป็นชาวเมืองฮูฮอตก็มี 5. ว่าทรงเป็นชาวมองโกเลียในก็มี และ 6. ว่าทรงเป็นชาวกรุงปักกิ่งก็มี
ทั้งนี้ เป็นที่ยอมรับทั่วกันว่าทรงใช้ชีวิตขณะทรงพระเยาว์ที่มณฑลอานฮุย และได้ทรงย้ายรกรากไปยังกรุงปักกิ่งในระหว่างที่มีพระชนมายุได้สิบสามถึงสิบห้าพรรษาโดยประมาณ
ภายหลังถวายตัวต่อจักรพรรดิ
หนังสือเกี่ยวกับพระประวัติส่วนใหญ่กล่าวว่า หุ้ยเจิงพระชนกนั้นถูกปลดออกจากราชการใน พ.ศ. 2396 ภายหลังจากที่ซูสีไทเฮาได้ถวายตัวแก่ราชสำนักสองปี โดยมีข้อกล่าวหาว่าหุ้ยเจิงเพิกเฉยหน้าที่ในการปราบกบฎไทเป ณ มณฑลอานฮุย และหนังสือบางเล่มกล่าวว่าในการนี้ หุ้ยเจิงต้องระวางโทษประหารชีวิตด้วย
พ.ศ. 2394 ซูสีไทเฮา พร้อมด้วยเด็กสาวชาวแมนจูอีกหกสิบรายได้รับการคัดเลือกเข้าเป็นพระสนมของสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิง ซูสีไทเฮาเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่คนจากหกสิบรายนั้นที่ได้รับพระราชทานยศศักดิ์เป็นพระสนมจริง ๆ
หลักจากที่ซูสีไทเฮาได้ถวายตัวต่อสมเด็จพระจักรพรรดิและได้รับพระราชทานยศเป็นพระสนมเอกระดับห้า ตำแหน่ง ท้าวศรีสวัสดิลักษณ์ กับทั้งชื่อตัวใหม่ว่า “อี้” แล้ว ได้ทรงย้ายเข้ามาพำนักในพระราชวังเป็นการถาวร และได้รับการเลื่อนตำแหน่งตามลำดับ
พ.ศ. 2398 ซูสีไทเฮาทรงพระครรภ์ และในวันที่ 27 เมษายน ของปีถัดมาก็ประทานพระประสูติกาลพระโอรสพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าไจ้ฉุน (พินอิน: Zaichun) โดยพระโอรสนี้เป็นพระรัชทายาทเพียงหนึ่งเดียวของสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิง
ในคราวที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าไจ้ฉุนมีพระชันษาได้หนึ่งชันษา ได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนตำแหน่งซูสีไทเฮาจาก “พระวรชายา” เป็น “พระอัครชายา”
ถึงแม้ว่าซูสีไทเฮาจะพระราชทานพระประสูติกาลพระโอรสแต่เพียงพระองค์เดียวในบรรดาพระชายาของสมเด็จพระจักรพรรดิ แต่ก็ไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น “สมเด็จพระจักรพรรดินี” เนื่องจากตำแหน่งดังกล่าวได้พระราชทานให้แก่พระอัครชายาเจิน (จีน: 贞皇后; พินอิน: zhēn huáng hòu; อังกฤษ: Empress Consort Zhen) ซึ่งเป็นพระชายาที่สมเด็จพระจักรพรรดิทรงมีอยู่ก่อนซูสีไทเฮา

เจมส์ บรูซ (20 กรกฎาคม พ.ศ. 2354—20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2406)
อดีตเอิร์ลแห่งเมืองเอลกิน อดีตผู้สำเร็จราชการมณฑลแคนาดา และอดีตผู้สำเร็จราชการแห่งอินเดีย
ภายหลังจักรพรรดิเสียนเฟิงสวรรคต
เนื่องด้วยเหตุการณ์สงครามฝิ่น ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2403 รัฐบาลจีนมีคำสั่งให้จับกุมบรรดาชาวต่างชาติในจักรวรรดิกับทั้งให้จำขังและทรมานไว้ นักโทษรายสำคัญคือ แฮร์รี ปากส์ (อังกฤษ: Harry Parkes) ราชทูตแห่งสหราชอาณาจักร หนังสือ "ซูสีไทเฮา" ของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช บรรยายเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า
“ ...ครั้นแล้วจึงตรัสถามนางเยโฮนาลา [ซูสีไทเฮา] ว่า อันฮวน [ชาวฝรั่ง] เหล่านี้ดูหน้าตาผมเผ้าเห็นดุร้ายนักผิดมนุษย์ธรรมดาสามัญ เจ้าเห็นว่าเราควรจะจัดการอย่างไร นางเยโฮนาลาจึงทูลว่า ฮวนเหล่านี้บังอาจดูหมิ่นเหยียบย่ำพระองค์...ชอบที่จะมัดทรมานไว้กลางแจ้งให้อดข้าวอดน้ำจนกว่าจะตายไปเองทีละน้อย...ทรงได้ยินดังนั้นก็นิ่งอยู่มิได้ตรัสประการใด นางเยโฮนาลาจึงพยักหน้าให้อันเตไฮขันทีออกไปสั่งทหารจัดการเหมือนกับว่ามีรับสั่งเช่นตนได้ทูลไว้
ฝ่ายฮวนทั้งปวงที่ตกเป็นเชลยนั้นได้ถูกทรมานสาหัส ได้รับความเวทนานัก ทหารเอาเชือกหนังมัดแขนขาแลตามร่างกาย ครั้นมัดแล้วก็เอาน้ำราดแลหามตัวไปวางไว้กลางแจ้ง เชือกหนังนั้นเปียกน้ำก็รัดตัวลงบีบเนื้อเจ็บปวดอย่างยิ่ง สองวันครั้งหนึ่งทหารจึงเอาข้าวแลน้ำให้ฮวนกินคนละเล็กน้อยมิให้ตายเร็วหนีความทรมานไป พอตกกลางคืนก็เปิดให้คนเข้ามาดูฮวน ผู้ใดจะชอบใจทุบตีถีบเตะฮวนอย่างไรก็ทำได้ ด้วยทหารที่เฝ้ามิได้ห้ามปราม พอพวกฮวนหิวข้าวน้ำร้องขอกิน ทหารก็เอาของโสโครกมีมูตรคูถยัดปาก
พวกฮวนถูกทหารมานเสนสาหัสอยู่ดังนี้เป็นเวลาหลายวัน พอครบสิบวัน พวกฮวนที่ถูกมัดไว้นั้นเริ่มตายลง บางคนที่ไม่ตายก็เป็นแผล...เน่าเหม็นมีหนอนขึ้น ฝ่ายคนที่ตายแล้วก็หาได้มีผู้ใดเก็บศพไปไม่ คงปล่อยให้เน่าเหม็นอยู่ข้าง ๆ คนเป็น แลครั้งนั้นพวกฮวนตายไปถึงยี่สิบคน”
เพื่อเป็นการตอบโต้ กองทหารของสหรัฐอาณาจักรและของสาธารณรัฐฝรั่งเศสจึงสนธิกำลังเข้าโจมตีกรุงปักกิ่ง และยึดกรุงได้สำเร็จในสองถึงสามเดือนถัดมา ในการนี้ โดยบัญชาของเจมส์ บรูซ (อังกฤษ: James Bruce) ผู้บังคับกองประสมดังกล่าว ทหารประสมจำนวนสามพันห้าร้อยนายได้เผาทำลายพระราชวังหยวนหมิงหยวนจนเหลือแต่เถ้า
ในระหว่างเหตุการณ์นี้ สมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิงพร้อมด้วยข้าราชบริวารทั้งปวงได้เสด็จลี้ภัยไปประทับยังพระราชวังที่เมืองเฉิงเต๋อ (จีน: 承德; พินอิน: Chéngdé) มณฑลเหอเป่ย์ ขณะนั้นสมเด็จพระจักรพรรดิประชวรพระโรคสมองเสื่อม (dementia)
ภายหลังจากที่ทรงสดับข่าวพระราชวังกรุงปักกิ่ง (พระราชวังหยวนหมิงหยวน) ถูกเผาทำลาย ประกอบกับที่มีรับสั่งให้เบิกน้ำจันทน์และพระโอสถฝิ่นถวายอย่างต่อเนื่อง เป็นเหตุให้ประชวรภาวะซึมเศร้า (depression) กระทั่งส่งผลรุนแรงถึงพระกายภาพอย่างเฉียบพลัน และเสด็จสวรรคตในวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2404
ก่อนสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระจักรพรรดิทรงเรียกประชุมรัฐมนตรีสำคัญจำนวนแปดคน และมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มีซู่ชุ้น (จีน: 肃顺; พินอิน: Sùshùn) เป็นประธาน ไจ่หยวน (จีน: 載垣; พินอิน: Zǎiyuán) และตวนหวา (จีน: 端華; พินอิน: Duānhuá) เป็นรองประธาน มีอำนาจหน้าที่ในการอำนวยการและสนับสนุนสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ให้ขึ้นทรงราชย์โดยเรียบร้อย เนื่องจากขณะนั้นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าไจ้ฉุน พระรัชทายาท มีพระชันษาเพียงห้าชันษา
จากนั้นพระราชทานพระราชวโรกาสให้สมเด็จพระจักรพรรดินีเจินและซูสีไทเฮาในตำแหน่งพระอัครชายาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท โดยทรงมอบพระราชลัญจกรประจำพระจักรพรรดิให้พระชายาทั้งสองร่วมกันรักษาไว้ ด้วยมีพระราชประสงค์จะให้พระชายาทั้งสองปรองดองกันและร่วมกันอภิบาลสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ให้ทรงเจริญพระชันษาสมบูรณ์และเจริญพระวัยวุฒิปรีชาสามารถพร้อมมูล ทั้งนี้ การที่ทรงมอบพระราชลัญจกรประจำพระจักรพรรดิให้แก่พระชายาทั้งสองนี้ ก็เพื่อให้พระชายาได้ทรงตรวจสอบการใช้อำนาจของคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์อีกด้วย[3]
ภายหลังจากการสวรรคตแล้ว คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระนามาภิไธยสมเด็จพระจักรพรรดิได้ประกาศเฉลิมพระนามาภิไธยของพระชายาทั้งสอง โดยสมเด็จพระจักรพรรดินีเจินในพระชนมายุยี่สิบเจ็ดพรรษาเป็นสมเด็จพระจักรพรรดินีฉืออัน พระพันปีหลวง (จีน: 慈安皇太后; พินอิน: Cí’ān Tàihòu; จีนกลาง. ฉืออันไท้โฮ้ว; รู้จักในไทย. ซูอันไทเฮา) และซูสีไทเฮาในตำแหน่งพระอัครชายา พระชันษายี่สิบห้าชันษา เป็น สมเด็จพระจักรพรรดินีฉือสี พระพันปีหลวง (จีน: 慈禧太后; พินอิน: Cíxǐ Tàihòu; จีนกลาง. ฉือสีไท้โฮ้ว)
อธิบาย
1. พระนามาภิไธย “ฉืออัน” มีความหมายตามอักษรว่า “การุณยภาพ (ฉือ) และสันติภาพ (อัน) ” (อังกฤษ: Merciful and Peaceful) และหมายความได้อีกว่า "ผู้พร้อมไปด้วยมาตุคุณและความสงบ" (อังกฤษ: Mothertly and Calm)
2. พระนามาภิไธย “ฉือสี” มีความหมายตามอักษรว่า “การุณยภาพ (ฉือ) และปรีดาภาพ (สี) ” (อังกฤษ: Merciful and Joyful) และหมายความได้อีกว่า "ผู้พร้อมไปด้วยมาตุคุณและโชค" (อังกฤษ: Mothertly and Auspicious)
3. ซูอันไทเฮา บางครั้งก็มีผู้เอ่ยถึงด้วยสรรพนามว่า “สมเด็จพระพันปีหลวงฟากตะวันออก” เนื่องจากมักประทับยังพระราชวังจงฉุยฟากตะวันออก (อังกฤษ: Eastern Zhong-cui Palace)
4. ซูสีไทเฮา บางครั้งก็มีผู้เอ่ยถึงด้วยสรรพนามว่า “สมเด็จพระพันปีหลวงฟากตะวันตก” เนื่องจากมักประทับยังพระราชวังฉือซิ่วฟากตะวันตก (อังกฤษ: Western Chuxiu Palace)
รัฐประหารซินโหย่ว
การเตรียมการ
พระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าฉวิน (18 ตุลาคม พ.ศ. 2383—1 มกราคม พ.ศ. 2434)เหตุการณ์ในเมืองเฉิงเต๋อ ขณะที่คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์กำลังเตรียมการเคลื่อนย้ายพระศพกลับกรุงปักกิ่งนั้น ซูสีไทเฮาในตำแหน่งสมเด็จพระจักรพรรดินีฯ พระพันปีหลวง ก็ได้เตรียมการยึดอำนาจเช่นกัน
ตำแหน่งสมเด็จพระจักรพรรดินีฯ พระพันปีหลวงนั้นย่อมไม่สะดวกและไม่ชอบด้วยกฎหมายที่จะใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดิน กับทั้งสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ก็ทรงเล็กนัก ไม่อาจใช้เป็นกลไกในการยึดอำนาจบริหารราชการแผ่นดินได้ ดังนั้น ซูสีไทเฮาจึงเสด็จไปเกลี้ยกล่อมซูอันไทเฮาให้ทรงพระดำริถึงประโยชน์ที่ทั้งสองพระองค์จะได้ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ร่วมกัน ซึ่งซูอันไทเฮาก็ทรงเห็นดีด้วย
ในระยะนี้ ความตึงเครียดระหว่างคณะผู้สำเร็จราชแทนพระองค์กับพระพันปีหลวงทั้งสองพระองค์ทวีขึ้นเรื่อย ๆ คณะผู้สำเร็จราชการฯ ไม่ชอบใจในการก้าวก่ายทางการเมืองของซูสีไทเฮา การเผชิญหน้าซึ่งกันบ่อยครั้งขึ้นเป็นเหตุให้ซูสีไทเฮามีพระราชอารมณ์ขึ้งขุ่นในคณะผู้สำเร็จราชการฯ มากขึ้น ครั้งหนึ่งไม่ทรงเสด็จออกขุนนางโดยทรงปล่อยให้ซูอันไทเฮาเสด็จออกเพียงพระองค์เดียว
เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน ซูสีไทเฮาทรงรวบรวบกำลังพลเป็นการลับ กำลังพลของพระองค์ได้แก่บรรดารัฐมนตรีและข้าราชการที่มากความสามารถ ข้าราชการทหารหลายฝ่าย และบรรดาผู้ไม่พอใจคณะผู้สำเร็จราชการฯ เป็นต้นว่า
1. พระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากง (จีน: 恭亲王; พินอิน: Gōng Qīnwáng; จีนกลาง. กงชิงหวาง; แปล. พระองค์เจ้ากง) สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอลำดับที่หกในสมเด็จพระจักรพรรดิเต้ากวง ผู้ซึ่งมีพระสันดานทะเยอทะยานอย่างยิ่งยวดและถูกคณะผู้สำเร็จราชการฯ กีดกันออกจากอำนาจบริหาราชการแผ่นดิน
2. พระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าฉวิน (จีน: 醇贤亲王; พินอิน: Chún Xián Qīn Wáng; จีนกลาง. ฉวินเสียนชิงหวาง) สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอที่เจ็ดในสมเด็จพระจักรพรรดิเต้ากวง
ในระหว่างที่ฝ่ายซูสีไทเฮากำลังเตรียมรัฐประหารกันนี้ ได้มีฎีกามาจากมณฑลชานตงทูลเกล้าฯ ถวายซูสีไทเฮาขอพระราชทานให้ทรงว่าราชการหลังม่าน ฎีกาฉบับเดียวกันยังขอประทานพระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากง ให้ทรงเข้าร่วมบริหารราชการแผ่นดินในพระสถานะผู้อภิบาลสมเด็จพระจักรพรรดิ
ผลของการรัฐประหาร
เป็นประเพณีที่พระพันปีหลวงทั้งสองพระองค์และข้าราชบริวารในพระองค์จะต้องเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงปักกิ่งก่อนขบวนพระศพ เพื่อทรงอำนวยการเตรียมพระราชพิธีต่าง ๆ ในกรุง ในการเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงก่อนนี้ไจ่หยวนและตวนหวา สมาชิกคณะผู้สำเร็จราชการฯ ได้โดยเสด็จด้วย ส่วนซู่ชุ้นและสมาชิกคณะผู้สำเร็จราชการฯ ที่เหลือจะได้กำกับขบวนอัญเชิญพระศพกลับไปทีหลัง
การดังกล่าวเป็นผลดีแก่ซูสีไทเฮา เนื่องจากจะได้ทรงใช้เวลาที่เหลือเตรียมการกับบรรดาผู้ร่วมอุดมการณ์กับพระองค์ให้รัดกุมยิ่งขึ้น กับทั้งจะได้เป็นที่วางพระราชหฤทัยว่าสมาชิกคณะผู้สำเร็จราชการฯ จะไม่อาจคิดการใด ๆ ได้ตลอดรอดฝั่ง เนื่องจากไม่ได้อยู่ด้วยกันครบจำนวน เมื่อขบวนอัญเชิญพระศพถึงกรุง ผู้สำเร็จราชการทั้งแปดคนก็ถูกจับกุมทั้งคณะโดยฉับพลัน ซูสีไทเฮาโดยการสมรู้ร่วมคิดกับพระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากง ออกประกาศว่าด้วยความผิดของบุคคลดังกล่าวแปดข้อหา เป็นต้นว่า กระทำการคบคิดสมาคมกับชาวต่างชาติจนเป็นเหตุให้สมเด็จพระจักรพรรดิในพระโกศต้องเสด็จลี้ภัยไปต่างเมือง เปลี่ยนแปลงพระราชประสงค์ของสมเด็จพระจักรพรรดิในพระโกศจนเป็นเหตุให้เสด็จสวรรคต และลักลอบใช้อำนาจในพระนามาภิไธยของพระพันปีหลวงทั้งสองโดยไม่ชอบ จากนั้นได้มีพระราชเสาวนีย์โปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทั้งคณะ และได้พระราชทานโทษประหารชีวิตแก่ซู่ชุ้นประธานผู้สำเร็จราชการฯ ส่วนสมาชิกคณะผู้สำเร็จราชการฯ ที่เหลือได้พระราชทานแพรขาวให้กระทำอัตวินิบาตกรรม
ทั้งนี้ ซูสีไทเฮาไม่ทรงเห็นด้วยที่จะให้ประหารชีวิตบรรดาสมาชิกในครอบครัวของผู้สำเร็จราชการฯ ตามประเพณี “ฆ่าล้างโคตร” ของราชสำนักชิงที่มักกระทำแก่ผู้เป็นกบฏ
ซูสีไทเฮาได้ประกาศสถาปนาพระองค์เองและซูอันไทเฮาขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยออกว่าราชการอยู่หลังม่าน ซึ่งเป็นการขัดจารีตชิงที่ห้ามไม่ให้ราชนารีทั้งปวงข้องเกี่ยวกับการเมือง ซูสีไทเฮาจึงทรงเป็นราชนารีพระองค์แรกและพระองค์เดียวในราชวงศ์ชิงที่ออกว่าราชการอยู่หลังม่าน
อธิบาย
1. การว่าราชการหลังม่าน (ตามประเพณีจีน) คือ การที่บุคคลสั่งการต่าง ๆ อยู่ข้างหลังม่านเนื่องจากไม่มีอำนาจสั่งการนั้นเองโดยตรง โดยมีผู้แทนซึ่งมักเป็นผู้มีอำนาจสั่งการนั้นนั่งอยู่ข้างหน้าม่านเป็นหุ่น กล่าวคือ บุคคลที่สั่งการอยู่หลังม่านเป็นผู้มีอำนาจในการนั้นอย่างแท้จริง ส่วนผู้มีอำนาจที่นั่งอยู่หน้าม่านนั้นอาจเรียกตามภาษาปัจจุบันว่าเป็น “นอมินี่”
2. รัฐประหารซินโหย่ว (จีน: 辛酉政變; พินอิน: xīn yǒu zhèng biàn; อังกฤษ: Xinyou Political Coup) หมายถึง รัฐประหารที่ซูสีไทเฮาทรงก่อขึ้นในปีซินโหย่ว ปีซินโหย่วหมายถึง พ.ศ. 2404 ตามระบบการนับของจีน
สมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อ (27 เมษายน พ.ศ. 2399—12 มกราคม พ.ศ. 2418)
การว่าราชการหลังม่าน
รัชกาลใหม่
ไม่กี่วันหลังจากเหตุการณ์รัฐประหารซินโหย่วในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2404 ซูสีไทเฮาได้มีพระราชเสาวนีย์โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้พระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากง ทรงเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอำนวยการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยให้ทรงได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นสองเท่าจากปรกติ กับทั้งโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระธิดาในพระองค์เจ้ากงขึ้นเป็นพระวรวงศ์เธอ กรมหลวงกู้หรุน (พินอิน: Gurun) โดยปรกติแล้ว ตำแหน่ง “กรมหลวงกู้หรุน” นี้เป็นสงวนไว้พระราชทานแก่พระราชธิดาพระองค์แรกของสมเด็จพระจักรพรรดินีเท่านั้น
อย่างไรก็ดี ซูสีไทเฮาทรงพยายามเลี่ยงที่จะให้พระองค์เจ้ากงมีพระอำนาจเบ็ดเสร็จทางการเมือง
ในการออกว่าราชการหลังม่านครั้งแรกของพระพันปีหลวงทั้งสองพระองค์นั้น (ประทับคู่กัน ณ พระราชบัลลังก์หลังม่าน โดยมีสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ซึ่งยังทรงพระเยาว์อยู่ประทับพระราชอาสน์หน้าม่าน) ซูสีไทเฮาในพระนามาภิไธยสมเด็จพระจักรพรรดิได้ตราพระราชกฤษฎีกาสองฉบับ ฉบับแรกให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทั้งสองทรงมีพระราชอำนาจในการตัดสินพระทัยเกี่ยวกับราชการบ้านเมืองได้โดยเบ็ดเสร็จ ห้ามไม่ให้ผู้อื่นแทรกแซงโดยเด็ดขาด และฉบับที่สองให้เปลี่ยนชื่อรัชกาลปัจจุบันจาก ฉีเสียง (จีน: 祺祥; พินอิน: Qíxiáng; แปล. สมบูรณ์พูนสุข) เป็น ถงจื้อ (จีน: 同治; พินอิน: Tóngzhì) เนื่องจากซูสีไทเฮาพึงพระทัยในความหมายของชื่อ "ถงจื้อ" มากกว่า
ชื่อรัชกาล "ถงจื้อ" นั้นมีความหมายว่า "การปกครองแผ่นดินด้วยกัน" ซึ่งนักประวัติศาสตร์ตีความไว้สองนัยคือ 1) หมายถึง การปกครองแผ่นดินด้วยกันระหว่างซูสีไทเฮาและซูอันไทเฮา และ 2) หมายถึง การปกครองแผ่นดินด้วยกันระหว่างซูสีไทเฮา ซูอันไทเฮา และสมเด็จพระจักรพรรดิ
การกวาดล้างอมาตยาธิปไตย
พลเอกเจ็งกั๋วฝัน (21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2354—12 มีนาคม พ.ศ. 2475)ซูสีไทเฮาเถลิงอำนาจในยามที่บ้านเมืองไม่สงบเรียบร้อย อันเป็นผลมาจากความวุ่นวายทางการเมืองภายในที่ข้าราชการเอาแต่ฉ้อราษฎร์บังหลวง การแทรกแซงจากต่างชาติ กับทั้งผลกระทบจากสงครามฝิ่นยังไม่ระงับไปเสียทีเดียว เนื่องจากกบฏไท้ผิงเทียนกั๋ว (จีน: 太平天国; พินอิน: tài píng tiān guó; แปลว่า ประเทศสวรรค์แห่งสันติภาพที่ยิ่งใหญ่) ยังคงลุกลามครอบคลุมภาคใต้ของจีนอยู่ทั่วไปโดยยังคอยแบ่งแยกดินแดนทีละน้อย ๆ ซูสีไทเฮาจึงมีพระราชเสาวนีย์ให้จัดให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติราชการ โดยข้าราชการระดับสูงตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดขึ้นไปมีหน้าที่เฝ้าทูลละอองพระบาทครั้งละรายเพื่อทรงสอบด้วยพระองค์เอง ซึ่งซูสีไทเฮาก็ได้ทรง “เชือดไก่ให้ลิงดู” ด้วยการสั่งประหารชีวิติข้าราชการจำนวนสองรายทันทีเมื่อผลการตรวจสอบพบว่าบุคคลดังกล่าวกระทำการทุจริตและละเลยต่อหน้าที่ในการบริการสาธารณะ
ข้าราชการที่ถูกประหารดังกล่าวได้แก่
1. ชิงหยิง (พินอิน: Qingying) ข้าราชการทหารที่พยายามติดสินบนเพื่อตำแหน่งหน้าที่ที่สูงขึ้น และ
2. เหอกุยชิง (พินอิน: He Guiquing) ผู้สำเร็จราชการมณฑลแยงซี ที่เอาตัวรอดหนีไปยังอำเภอฉางโจว (จีน: 常州; พินอิน: Chángzhōu) ในขณะที่กบฏไท้ผิงเทียนกั๋วเข้าโจมตีมณฑลของตน
ปัญหาสำคัญอีกประหารหนึ่งที่ซูสีไทเฮาทรงเผชิญคือ ความเสื่อมลงของระบบราชการ เนื่องจากแต่ก่อนตำแหน่งหน้าที่ราชการมักสงวนไว้แก่ชาวแมนจูซึ่งเข้าปกครองประเทศจีนเท่านั้น ส่วนชาวฮั่นซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ถึงแม้จะมีความสามารถแต่ก็ไม่อาจรับราชการในตำแหน่งสูงได้ ซูสีไทเฮาทรงเล็งเห็นความในข้อนี้ และทรงพบว่ายังมีข้าราชการทหารชาวฮั่นนายหนึ่งชื่อว่า เจ็งกั๋วฝัน (จีน: 曾国藩; พินอิน: Zēng Guófán) มีความสามารถทางการทหารเป็นล้นพ้น จึงทรงแต่งตั้งให้มีอำนาจสูงสุดในการทหารทั้งปวง กับทั้งให้มีอำนาจหน้าที่หลักในการปราบปรามกบฏไท้ผิงเทียนกั๋วโดยเร็ว อนึ่ง ในอีกสองถึงสามปีถัดมา ซูสีไทเฮายังได้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการและพนักงานของรัฐที่เป็นชาวฮั่นและมีความสามารถสูงเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดทางภาคใต้ทุกจังหวัด ซึ่งชาวแมนจูเองเห็นเป็นการลดอำนาจของตนลงไปถนัดตา
การปราบกบฏไท้ผิงฯ และเรื่องว่าด้วยพระองค์เจ้ากง
เจ็งกั๋วฝันและกองทัพสามารถปราบปรามกบฏไท้ผิงเทียนกั๋วได้อย่างราบคาบในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2407 ที่เมืองหนานจิง เนื่องด้วยความชอบดังกล่าว เจ็งกั๋วฝันได้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานศักดินาระดับ “เจ้าพระยา” ซึ่งในภาษาอังกฤษเขียนว่า "พลเอก" (General) กับทั้งวงศาคณาญาติของเจ็งกั๋วฝันและข้าราชการทหารชาวฮั่นระดับนายพลที่ร่วมป้องกันประเทศครั้งนี้ได้รับการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และยศถาบรรดาศักดิ์โดยถ้วนหน้า
อย่างไรก็ดี กบฏไท้ผิงฯ อันมีสาเหตุจากการเอาใจออกห่างรัฐบาลนั้นเป็นเหตุให้ซูสีไทเฮาทรงพระปริวิตกเกี่ยวกับภัยคุกคามภายในต่อพระราชอำนาจของพระองค์ โดยเฉพาะพระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากง ผู้ซึ่งมีคนจงรักภักดีเกือบครึ่งประเทศ ทำให้ต้องทรงเฝ้าระวังพระองค์เจ้ากงเป็นพิเศษ
ด้วยเหตุดังกล่าว ถึงแม้ว่าพระองค์เจ้ากงจะได้ทรงปฏิบัติราชการสนองพระเดชพระคุณเป็นที่น่าพอใจถึงขนาดที่ได้รับพระราชทานบำเหน็จตอบแทนและประโยชน์อื่นมากมาย แต่เมื่อไช่เฉาฉี (พินอิน: Cai Shaoqui) ข้าราชการในพระราชสำนัก ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอให้ทรงปลดพระองค์เจ้ากงออกจากตำแหน่งหน้าที่ทางราชการทั้งปวง ก็ทรงพระกรุณาให้รับเรื่องไว้พิจารณาทันที ทั้วนี้ เพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในอันที่จะให้ศัตรูภายในของพระองค์พ้นจากอำนาจไปเสีย
ฝ่ายพระองค์เจ้ากงนั้นไม่เห็นว่าฎีกาดังกล่าวเป็นเรื่องสลักสำคัญอันใด เนื่องจากมีพระดำริว่าทรงมีพรรคพวกและผู้สนับสนุนพอสมควรแล้ว
ครั้นเดือนเมษายน พ.ศ. 2408 ซูสีไทเฮามีพระราชเสาวนีย์ให้พระองค์เจ้ากงพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ทางราชการทั้งปวง หนึ่งในรายการข้อกล่าวหาอันยาวเหยียดของพระองค์เจ้ากงนั้นมีว่า พระองค์เจ้ากงมีพระราชประพฤติกรรมไม่บังควรหลายครั้งหลายคราต่อหน้าที่นั่ง สุดที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทั้งสองจะทรงอดกลั้นไว้อีกต่อไปได้ ทั้งนี้ พระองค์เจ้ากงได้รับพระราชทานพระราชานุญาตให้คงไว้ซึ่งฐานันดรศักดิ์ “พระองค์เจ้า” ต่อไปได้[4]
การปลดพระองค์เจ้ากงครั้งนี้ยังให้เกิดความสนเท่ห์ในหมู่ข้าราชการและข้าราชสำนักยิ่งนัก และโดยการนำของพระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอี้ชง (จีน: 奕誴; พินอิน: Yìcōng) และพระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าฉุน (จีน: 醇; พินอิน: Chún) สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอลำดับที่ห้าและลำดับที่เจ็ดในสมเด็จพระจักรพรรดิเต้ากวง ได้มีการเข้าชื่อกันทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานให้ทรงคืนตำแหน่งหน้าที่แก่พระองค์เจ้ากงดังเดิม ซึ่งซูสีไทเอาได้มีพระกรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศคืนให้แก่พระองค์เจ้ากงเพียงตำแหน่งเดียว
การดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงพระราชประสงค์และพระราชอัธยาศัยของซูสีไทเฮาที่ไม่ทรงต้องการจะกระจายอำนาจอธิปไตยให้แก่ผู้อื่นใด
อนึ่ง นับแต่ครั้งนั้น พระองค์เจ้ากงไม่ได้ทรงมีบทบาททางการเมืองอีกเลย
ด้านการศึกษา
เพื่อสนับสนุนโครงการดังกล่าว ใน พ.ศ. 2405 ซูสีไทเฮาและซูอันไทเฮาในพระนามาภิไธยสมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติจัดตั้งวิทยาลัยถงเหวินกว่าน (จีน: 同文館; พินอิน: Tóng Wén Guǎn; แปล. วิทยาลัยสหวิทยาการ) ขึ้นในกรุงปักกิ่ง เพื่อเป็นแหล่งการเรียนรู้ภาษาตะวันตก และต่อมาได้ขยายการบริการการศึกษาครอบคลุมถึงวิทยาการและนวัตกรรมต่างประเทศด้วย อนึ่ง ในครั้งนั้นยังได้มีการจัดส่งชายหนุ่มจำนวนหนึ่งไปเล่าเรียนในต่างประเทศอีกด้วย
สำหรับวิทยาลัยถงเหวินกว่านนั้นเปิดสอนภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษารัสเซีย และภาษาญี่ปุ่น กับทั้งเคมีศาสตร์ แพทยศาสตร์ กลศาสตร์ ดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และกฎหมายนานาชาติ โดยรัฐบาลว่าจ้างผู้ชำนัญพิเศษชาวต่างชาติเป็นอาจารย์
อย่างไรก็ดี วิทยาลัยถงเหวินกว่านไม่ใช่วิทยาลัยแรกที่เปิดสอนภาษาต่างประเทศในจีน เนื่องจากได้มีการจัดตั้งวิทยาลัยเอ๋อโหล๋วสีกว่าน (จีน: 俄羅斯館; พินอิน: É Luó Sī Guǎn; แปล. วิทยาลัยรัสเซีย) ขึ้นก่อนหน้านี้แล้วใน พ.ศ. 2251 ตรงกับสมัยราชวงศ์หมิง เพื่อสอนวิชาการแปลและการเป็นล่ามภาษาเอเชียทั้งหลาย ซึ่งต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกาให้วิทยาลัยถงเหวินกว่างรับวิทยาลัยเอ๋อโหล๋วสีกว่านเข้าสมทบ
ปัจจุบัน วิทยาลัยถงเหวินกว่างสังกัดมหาวิทยาลัยปักกิ่ง
ผลการดำเนินนโยบายรับวิทยาการต่างชาติ
นโยบายการเรียนรู้และรับเอาวิทยาการจากต่างชาติของรัฐบาลจีนในครั้งนี้ประสบอุปสรรคอย่างรวดเร็ว เนื่องจากด้านการทหารนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปใหม่ทั้งระบบ แต่ซูสีไทเฮากลับทรงแก้ไขปัญหาด้วยการซื้อเรือรบเจ็ดลำจากสหราชอาณาจักร อันเรือรบนั้นเมื่อมาเทียบท่าจีนก็ได้บรรทุกกะลาสีชาวอังกฤษซึ่งอยู่ในบังคับของอังกฤษมาด้วยเต็มลำ ชาวจีนเห็นว่าการที่สหราชอาณาจักรทำดังกล่าวเป็นการยั่วโมโห (เพราะเรือเป็นของจีนซึ่งถือตนว่าเป็นศูนย์กลางของโลก มีฐานะและเกียรติยศสูงส่ง แต่กลับเอาต่างชาติซึ่งจีนเห็นว่าเป็นอนารยชนทุกชาติไปนั้นมาใส่) จีนจึงให้สหราชอาณาจักรเอาเรือกลับคืนไปทุกลำ เรือนั้นเมื่อกลับไปแล้วก็นำไปประมูลต่อไป
ด้านวิชาการนั้นก็ประสบอุปสรรคเนื่องจากพระราชอัธยาศัยและวิธีการคิดเก่า ๆ แบบอนุรักษนิยมของซูสีไทเฮา กับทั้งทรงเกรงว่าจะทรงสูญเสียพระราชอำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารราชการแผ่นดินไปอีกด้วย
ในการก่อสร้างทางรถไฟหลวงนั้น ซูสีไทเฮาไม่พระราชทานพระราชานุมัติ โดยทรงอ้างว่าเสียงอันดังของรถไฟอาจไปรบกวนบรรดาบูรพจักรพรรดิที่บรรทมอยู่ในฮวงซุ้ยหลวง กระทั่ง พ.ศ. 2420 ได้ทรงเห็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีรถไฟในจักรวรรดิตามคำแนะนำและกราบบังคมทูลของหลี่หงจาง จึงพระราชทานพระราชานุมัติให้จัดสร้างได้ แต่ต้องเป็นรถไฟแบบม้าลาก
ซูสีไทเฮายังทรงหวั่นเกรงแนวคิดเสรีนิยมของบรรดาผู้ที่ไปเล่าเรียนยังต่างประเทศกลับมา เนื่องจากทรงเห็นว่าแนวคิดดังกล่าวเป็นภัยรูปแบบใหม่ที่จะคุกคามพระราชอำนาจของพระองค์ ดังนั้น ใน พ.ศ. 2424 ซูสีไทเฮาจึงมีพระราชเสาวนีย์ให้เลิกจัดส่งเด็กหนุ่มไปเล่าเรียนยังต่างประเทศ และพระราชอัธยาศัยเปิดกว้างที่ทรงมีต่อต่างชาติที่ค่อย ๆ ตีบแคบลงนับแต่นั้น
การเจริญพระชนม์ของจักรพรรดิถงจื้อ
ซูสีไทเฮาทรงเข้มงวดกวดขันสมเด็จพระจักรพรรดิในทุก ๆ ด้านอย่างยิ่ง
ด้านการศึกษานั้น ซูสีไทเฮาทรงเลือกสรรและแต่งตั้งราชครูสำหรับสมเด็จพระจักรพรรดิด้วยพระองค์เอง ราชครูดังกล่าวทูลเกล้าฯ ถวายการสอนวิชาวรรณกรรมคลาสสิก และให้ทรงศึกษาคัมภีร์โบราณ ซึ่งสมเด็จพระจักรพรรดิไม่ทรงสนพระราชหฤทัยแม้แต่น้อย ซูสีไทเฮาจึงทรงเข้มงวดกับพระราชโอรสกว่าเดิมเพื่อให้ทรงใฝ่พระราชหฤทัยศึกษาเพื่อพระราชอนาคตกาลของพระองค์เอง
เวิงถงเหอ (จีน: 翁同龢; พินอิน: Wēng Tónghé) ราชครูคนหนึ่งบันทึกไว้ว่า สมเด็จพระจักรพรรดิไม่ทรงสามารถอ่านหนังสือได้จบประโยค แม้จะมีพระชนมายุสิบหกพรรษาแล้วก็ตาม ทำให้ซูสีไทเฮาทรงพระปริวิตกเกี่ยวกับความหย่อนพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระจักรพรรดิอย่างยิ่ง
เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2416 สมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อมีพระชนมายุครบสิบแปดพรรษา ซึ่งถือว่าทรงบรรลุนิติภาวะและทรงสามารถบริหารพระราชภาระได้โดยพระองค์เองแล้ว อันหมายความว่า ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทั้งสองต้องทรงมอบพระราชอำนาจคืนให้แก่สมเด็จพระจักรพรรดินับแต่นั้นไป อย่างไรก็ดี นักประวัติศาสตร์เห็นว่า ภายหลังจากที่ทรงได้รับพระราชอำนาจคืนแล้ว สมเด็จพระจักรพรรดิทรงบริหารราชการแผ่นดินอย่างไร้ประสิทธิภาพ
พระราชาภิเษกสมรส
พ.ศ. 2415 เมื่อสมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อมีพระชนมายุได้สิบเจ็ดพรรษา สมเด็จพระจักรพรรดินีทั้งสองพระองค์ต่างมีพระราชประสงค์จะให้สมเด็จพระจักรพรรดิได้เสกสมรสกับสตรีที่ตนคัดสรรเอาไว้แล้ว
1. ด้านซูอันไทเฮานั้นทรงเลือกสตรีแมนจูผู้มากคุณสมบัตินางหนึ่งจากสกุลอะลูเต (Alute) หนังสือ “ซูสีไทเฮา” ของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช บรรยายคุณสมบัติของสตรีคนดังกล่าวได้ดังต่อไปนี้
“ ...พี่ [ซูอันไทเฮา] คิดกะตัวสตรีที่จะยกถวายพระหมื่นปีไว้แล้ว...สตรีผู้นั้นชื่อนางอะลูเตเป็นข้าหลวงคนสนิทของเรา มีกำเนิดในตระกูลเม่งจู บิดาเป็นขุนนางผู้ใหญ่ชื่อจุงยี่อ๋อง นางอะลูเตมีรูปร่างงดงามนัก และมีอัธยาศัยสุภาพอ่อนโยน และมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับบุตรชายของเรา [หมายถึง สมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อ]... ”
สำหรับนางอะลูเตนั้นตามประวัติศาสตร์เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีการศึกษาสูง บิดาเป็นข้าราชการระดับสูงผู้มากความสามารถหลายด้านชื่อว่า ฉงฉี่ (จีน: 崇绮; พินอิน: Chóngqǐ) นางได้รับการอบร่มบ่มเพาะมาอย่างดี มีความสามารถมากเช่นเดียวกับสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัว ประวัติศาสตร์บันทึกว่านางมีความสามารถโดดเด่นทางด้านการประพันธ์ วรรณกรรม การดนตรี และศิลปะ และยังบึนทึกอีกว่านางสามารถอ่านหนังสือสิบบรรทัดได้ในหนึ่งกระพริบตาเท่านั้น
ซูอันไทเฮามีพระราชดำริว่านางอะลูเตผู้นี้เหมาะสมจะเป็นคู่บารมีของสมเด็จพระจักรพรรดิยิ่งแล้ว
2. ด้านซูสีไทเฮานั้นมีพระราชดำริจะให้สมเด็จพระจักรพรรดิได้เสกสมรสกับข้าหลวงในพระองค์นามว่า หงเกี้ยว ทั้งนี้ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ได้บรรยายความเบื้องหลังพระราชดำริของซูสีไทเฮาไว้ว่า
“ ...เรา [ซูสีไทเฮา] จึงวิตกนัก...เมื่อถึงเวลาเราก็ต้องมอบอำนาจให้พ้นตัวตามประเพณีบ้านเมือง แต่เมื่อมอบอำนาจให้ผู้อื่นแล้วเราก็ต้องมีอำนาจต่อไป ตัวเราและเจ้า [ขันทีคนสนิทที่มีพระราชปฏิสันถารด้วยในขณะนั้น] จึงจะพ้นอันตราย...[แล้วทรงมีพระราชปุจฉาตรัสปรึกษาแก่ข้าราชการคนสนิทอีกคนเกี่ยวกับพระราชดำริที่จะให้สมเด็จพระจักรพรรดิได้เสกสมรส โดยสตรีที่จะเสกสมรสด้วยนั้นต้องสามารถควบคุมสมเด็จพระจักรพรรดิได้เสมือนซูสีไทเฮา ข้าราชการผู้นั้นสนองพระราชปุจฉาว่า]...นางฮองเฮาสำหรับแผ่นดินนี้...จะต้องมีความโง่ในสันดานเป็นคุณสมบัติอันสำคัญ มาตรว่าสตรีนั้นมีสติปัญญาเป็นของตัวเอง ข้าพระองค์ก็คิดว่าจะวางใจมิได้ แต่หากสตรีผู้นั้นเป็นคนโง่แลมีความโลภเป็นสันดานประจำใจอยู่ ข้าพระองค์ก็เห็นว่าจะมิก่อความเดือดร้อนให้แก่ผู้ใดในกาลข้างหน้า เพราะคนโง่แลคนโลภนั้นเลี้ยงไว้ได้ง่ายในตำแหน่งอันสูง
นางฮองไทเฮาซูสีได้ยินดังนั้นจึงพูดว่า ท่านนี้...จะพูดจาสิ่งไรก็ตรงกับใจเรานัก อันสตรีเช่นที่ท่านว่ามานั้นเราได้เห็นอยู่คนหนึ่งแล้ว เป็นลูกขุนนางที่เข้ามาอยู่ด้วยเราในวัง...
”
พระจักรพรรดินีเจียชุ้น (พ.ศ. 2397—พ.ศ. 2418)ซูสีไทเฮามีพระราชดำริว่านางหงเกี้ยวผู้นี้เหมาะสมจะเป็นคู่บารมีของสมเด็จพระจักรพรรดิยิ่งแล้ว เพราะมีคุณสมบัติต้องพระราชประสงค์ครบถ้วน
ในเมื่อต่างฝ่ายต่างมีความประสงค์แตกต่างกันเช่นนี้ ผู้สำเร็จราชการแทนพรองค์ทั้งสองจึงทรงผิดพระราชหฤทัยกัน ซูสีไทเฮาซึ่งมีพระราชดำริว่าซูอันไทเฮาเป็นสตรีโง่เขลาแต่เมื่อนานสืบมาแล้วก็ไม่พอพระราชหฤทัยซูอันไทเฮายิ่งขึ้น ด้านซูอันไทเฮานั้นก็ได้ตรัสบริภาษซูสีไทเฮาว่าควรมีจริยธรรมในการปกครองครอบครัวมากกว่านี้ เพราะสตรีที่ซูสีไทเฮาทรงคัดเลือกไว้นั้นมีชาติตระกูลและคุณสมบัติต่ำกว่าสตรีที่ซูอันไทเฮาทรงเลือกไว้อย่างเห็นได้ชัด
ความขัดแย้งดังกล่าวสิ้นสุดลงเมื่อสมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อมีพระราชวินิจฉัยเลือกนางอะลูเตเป็นพระมเหสี โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสขึ้นในวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2415 และในโอกาสนั้นก็ได้มีพระราชโองการให้สถาปนานางอะลูเตขึ้นเป็นสมเด็จพระจักรพรรดินี ทรงพระนามาภิไธยว่า เจียชุ้น (จีน: 嘉顺; พินอิน: Jiā Shùn)
ส่วนสตรีที่ซูสีไทเฮาทรงเลือกสรรไว้นั้น สมเด็จพระจักรพรรดิทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับเอาไว้เป็นพระชายา

พระจักรพรรดินีเจียชุ้น (พ.ศ. 2397—พ.ศ. 2418)
การบริหารราชการแผ่นดินโดยจักรพรรดิถงจื้อ
อย่างไรก็ดี ภายหลังจากที่สมเด็จพระจักรพรรดิทรงบรรลุนิติภาวะตามจารีตประเพณีของจีน ซึ่งหมายความว่าทรงสามารถบริหารพระราชภาระได้โดยบริบูรณ์แล้ว ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทั้งสองก็พ้นจากตำแหน่งโดยนิตินัย
แต่โดยพฤตินัยแล้ว ซูสีไทเฮายังทรงกำกับการบริหารราชการแผ่นดินอยู่เช่นเคย เนื่องจากสมเด็จพระจักรพรรดิทรงแต่พระสำราญกับสมเด็จพระจักรพรรดินีตลอดจนพระชายาองค์อื่น ๆ หาได้เอาใจใส่กิจการบ้านเมืองอย่างเต็มที่ไม่
ซูสีไทเฮาพระราชทานพระราโชวาทแก่สมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อและสมเด็จพระจักรพรรดินีเจียชุ้นว่าทั้งสองพระองค์ยังทรงอ่อนพระชนมายุเกินไป สมควรกลับไปทรงศึกษาวิธีการบริหารบ้านเมืองให้บังเกิดประสิทธิผลให้ทรงเข้าใจอย่างถ่องแท้เสียก่อน สมควรแล้วที่ซูสีไทเฮาจะได้ทรงพระวิริยอุตสาหะช่วยกำกับราชการ กับทั้งได้ทรงส่งขันทีในพระองค์ปลอมปนเข้าไปสอดแนมฝ่ายสมเด็จพระจักรพรรดิอย่างใกล้ชิด
หลังจากที่ซูสีไทเฮาทรงทราบว่า ทั้งสองพระองค์ทรงไม่นำพาพระราโชวาทดังกล่าว ก็มีพระราชเสาวนีย์เป็นเด็ดขาดให้สมเด็จพระจักรพรรดิเอาใจใส่พระราชภาระให้มากขึ้น ซึ่งสมเด็จพระจักรพรรดิก็ทรงตกปากรับคำ
ระหว่างระยะที่สมเด็จพระจักรพรรดิทรงบริหารราชการแผ่นดินด้วยพระองค์เองใน พ.ศ. 2416—พ.ศ. 2148 สมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อได้ตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการปฏิสังขรณ์พระราชวังหยวนหมิงหยวน (จีน: 圆明园; พินอิน: Yuán Míng Yuán; แปล. พระราชวิสุทธโยทยาน, Tactfully Pure Garden) หลังจากที่ถูกกองทัพประสมของนานาชาติเผาทำลายไปในสงครามฝิ่น ในพะราชกฤษฎีนั้นได้ทรงปรารภว่าเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายเป็นของขวัญแด่พระพันปีหลวงทั้งสองพระองค์ ทั้งนี้ พระราชวังหยวนหมิงหยวนตั้งอยู่ตอนเหนือของกรุงปักกิ่ง และได้รับการขนานนามจากนานาชาติว่าเป็น “ที่สุดแห่งสวน” หรือ “โคตรสวน” (Garden of Gardens)
นักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่าความจริงแล้วสมเด็จพระจักรพรรดิมีพระราชประสงค์จะให้ซูสีไทเฮาเสด็จแปรพระราชฐานไปให้ไกลจากพระราชวังหลวง เพื่อที่จะได้ทรงบริหารพระราชภาระได้โดยไม่ต้องมีผู้ใดคอยควบคุมอีกต่อไป
อนึ่ง ในระยะดังกล่าว พระคลังมหาสมบัติร่อยหรอลงไปจนเหลือเพียงน้อยนิดเนื่องเพราะใช้จ่ายไปการสงครามกับต่างชาติและการปราบปรามอั้งยี่ซ่องโจรภายใน สมเด็จพระจักรพรรดิจึงมีพระกระแสรับสั่งให้คณะกรรมการบริหารพระคลังมหาสมบัติกระทำการใด ๆ ให้ได้มาสู่พระคลังซึ่งเงินและทรัพย์สิน กับทั้งรับสั่งให้พระบรมวงศ์ ข้าราชการชั้นสูง และผู้มีบรรดาศักดิ์ทั้งปวงช่วยกันบริจาคเงินและทรัพย์สินให้แก่พระคลัง ในการนี้ สมเด็จพระจักรพรรดิได้ทรงติดตามและตรวจสอบผลการดำเนินการดังกล่าวของคณะกรรมการบริหารพระคลังฯ ด้วยพระองค์เอง
การสวรรคตของจักรพรรดิถงจื้อ
อย่างไรก็ดี สมเด็จพระจักรพรรดิไม่มีพระราชขันติเพียงพอต่อความคับข้องพระราชหฤทัยในอันที่ถูกสมเด็จพระราชชนนีบริภาษและบังคับเคี่ยวเข็ญ กับทั้งมีพระราชดำริว่าพระองค์ทรงโดดเดี่ยวเปลี่ยวพระราชหฤทัยเกินไป จึงทรงระบายพระราชอารมณ์ดังกล่าวดังต่อไปนี้
1. ทรงโบยขันทีอย่างรุนแรงด้วยพระองค์เองสำหรับความผิดเล็กน้อย อันเป็นผลจากพระโทสะที่ร้ายขึ้นเพราะความบกพร่องลงของพระขันติดังกล่าว
2. ด้วยความช่วยเลือกและชักชวนของบรรดาขันทีร่วมกับพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไจ้เช็ง (พินอิน: Zaicheng) พระโอรสลำดับที่หนึ่งของพระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากง พระสหายคนสนิทของสมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อ จึงทรงสามารถเสด็จออกไปทรงพระสำราญนอกพระราชวังได้เป็นนิจ บ่อยครั้งที่สมเด็จพระจักรพรรดิจะทรงพระภูษาเช่นสามัญชนแล้วลอบเสด็จออกจากพระราชวังในยามเย็นเพื่อไปประทับอยู่ ณ สถานบริการทางเพศตลอดคืน
เนื่องเพราะ “ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิดก็ไม่มิด” พระราชประพฤติกรรมทางเพศดังกล่าวของสมเด็จพระจักรพรรดิจึงเป็นที่โจษจันในหมู่ข้าราชการและพนักงานของรัฐตลอดจนชาวบ้านร้านตลาดโดยทั่วกัน ทั้งนี้ พระราชประพฤติกรรมดังกล่าวยังได้รับการบันทึกไว้ในเอกสารทางประวัติศาสตร์จีนหลายฉบับด้วย
อนึ่ง เนื่องด้วยพระกระแสรับสั่งเกี่ยวกับการบำรุงพระคลังมหาสมบัติข้างต้นนั้น และถึงแม้จะมีพระราชภาระในการติดตามตรวจสอบผลของการดำเนินการดังกล่าว แต่ก็ทรงอุทิศเวลาส่วนพระองค์ออกไปทรงพระสำราญยังสถานบริการทางเพศเป็นอาจิณ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชิง (กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2379—มกราคม พ.ศ. 2461) หนึ่งในผู้ที่ถูกปลดจากฐานันดรศักดิ์และตำแหน่งหน้าที่ในคราวที่เข้าชื่อทูลเกล้าฯ ถวายคำแนะนำต่อสมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2417 บรรดาพระบรมวงศ์ตลอดจนข้าราชการและพนักงานของรัฐชั้นผู้ใหญ่ต่างระอาในความไม่นำพากิจการบ้านเมืองของสมเด็จพระจักรพรรดิ จึงเข้าชื่อกันทูลเกล้าฯ ถวายคำแนะนำเพื่อให้ราชการเป็นไปโดยตลอดรอดฝั่ง หนึ่งในคำแนะนำนั้นได้แก่ขอพระราชทานให้ทรงระงับการปฏิสังขรณ์พระราชวังหยวนหมิงหยวนเสีย
สมเด็จพระจักรพรรดิไม่ทรงสบพระอารมณ์ในการทูลเกล้าฯ ถวายคำแนะนำดังกล่าวอย่างยิ่ง จึงมีพระราชโองการให้ปลดพระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากง หนึ่งในผู้เข้าชื่อ ออกเสียจากฐานันดรศักดิ์ในพระราชวงศ์ กลายเป็นสามัญชน
ไม่กี่วันถัดจากนั้นได้มีพระราชโองการให้ปลดพระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าตุน (จีน: 惇; พินอิน: Dūn) , พระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าฉุน, พระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอี้จวน (พินอิน: Yizuan) , พระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอี้ฮุย (พินอิน: Yihui) , พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชิง (พินอิน: Qing) ตลอดจนข้าราชการและรัฐบุรุษคนอื่น ๆ เช่น พลเอกเจ็งกั๋วฝัน, หลี่หงจาง, เหวินเสียง (จีน: 文祥; พินอิน: Wén Xiáng) ฯลฯ บรรดาผู้ที่เข้าชื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาดังกล่าว ออกเสียจากฐานันดรศักดิ์ในพระราชวงศ์ บรรดาศักดิ์ และตำแหน่งหน้าที่ทางราชการทั้งสิ้น
ซูสีไทเฮาและซูอันไทเฮาทรงทราบความโกลาหลในพระราชสำนัก จึงเสด็จออก ณ ท้องพระโรงด้วยกันขณะที่สมเด็จพระจักพรรดิถงจื้อทรงออกขุนนาง ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์รัฐราชาธิปไตยจีน และตรัสบริภาษสมเด็จพระจักรพรรดิถึงพระราชประพฤติกรรมที่ไม่ชอบดังกล่าว โดยทั้งสองพระองค์มีพระราโชวาทแนะนำให้ทรงยกเลิกพระราชโองการปลดพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการเหล่านั้นเสีย
เป็นเหตุให้สมเด็จพระจักรพรรดิทรงเสียพระราชหฤทัยนักที่ไม่อาจทรงบริหารพระราชอำนาจได้อย่างเด็ดขาด และทรงระบายพระราชอารมณ์ด้วยวิธีการเช่นเดิมอีก
หลังจากนั้นเป็นที่ร่ำลือทั่วกันว่า สมเด็จพระจักรพรรดิประชวรพระโรคซิฟิลิส (syphilis) ซึ่งโบราณเรียก “โรคสำหรับบุรุษ” เกิดจากการสัมผัสหรือร่วมประเวณีกับผู้ป่วยโรคนี้ ซูสีไทเฮาจึงมีพระราชเสาวนีย์ให้คณะแพทย์หลวงเข้าตรวจพระอาการ พบว่าสมเด็จพระจักรพรรดิประชวรพระโรคซิฟิลิสจริง เมื่อทรงทราบความแล้วซูสีไทเฮาทรงเตือนให้คณะแพทย์เก็บงำความข้อนี้เอาไว้ เพราะเรื่องดังกล่าวย่อมเป็นความอื้อฉาวน่าอดสูขนานใหญ่ ในการนี้ คณะแพทย์จึงได้จัดทำรายงานเท็จเกี่ยวกับพระอาการทูลเกล้าฯ ถวายซูสีไทเฮาว่าสมเด็จพระจักรพรรดิประชวรไข้ทรพิษ และถวายการรักษาตามพระอาการไข้ทรพิษ
อาการของไข้ทรพิษนั้นดูผิวเผินแล้วมีลักษณะคล้ายคลึงกับอาการของโรคซิฟิลิส กับทั้งชาวจีนยังนิยมว่าผู้ป่วยเป็นเป็นไข้ทรพิษถือว่ามีโชค
หนังสือ “ซูสีไทเฮา” ของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช บรรยายเหตุการณ์ดังกล่าวว่า
“ ...ฝ่ายหมอหลวงจะบอกแก่พระนางฮองไทเฮาซูสีโดยตรงว่าพระเจ้าตุงจี่ [ถงจื้อ] ฮ่องเต้ประชวรเป็นโรคสำหรับบุรุษก็มิกล้า เกรงว่าจะเป็นที่อัปยศอดสู ครั้นจะบอกว่าเป็นโรคอื่นก็คิดมิทัน จึงได้แต่อึกอักอยู่ พระนางฮองไทเฮาซูสีเห็นดังนั้นก็หัวเราะพูดขึ้นว่า อันตัวเรานี้มีชีวิตอยู่ในโลกมานาน การใดใดก็ได้พบเห็นมาแล้วทั้งสิ้นในที่ต่ำและที่สูง...บุรุษใดที่เป็นคนเสเพลมั่วสุมกับหญิงงามเมืองก็ป่วยเป็นโรคสำหรับบุรุษ แลญาติพี่น้องก็ได้รับความอับอายนัก ปิดบังเพื่อนบ้านทั้งปวงมิให้รู้...ครั้นเราจะประกาศความไปตามตรง...ก็เกรงว่าคนทั้งปวงได้ทราบความจะสิ้นความละอาย พากันนิยมนับถือว่าเป็นสิริมงคลแก่ตน เป็นโรคสำหรับบุรุษไปทั้งเมือง ตัดทอนกำลังแผ่นดินลงไป แต่ยังมีโรคไข้ทรพิษซึ่งดูอาการภายนอกคล้ายกันกับอาการพระหมื่นปี แลโรคนี้ชาวบ้านผู้ใดเป็นแล้วถือว่าเป็นโชคลาภแห่งตนยิ่งนัก ด้วยประเพณีเชื่อถืออยู่เช่นนั้น ท่านจงเขียนรายงานบอกมาแก่เราเถิดว่าพระหมื่นปีประชวรไข้ทรพิษออกฝีดาษ... ”
อย่างไรก็ดี เมื่อสมเด็จพระจักรพรรดิประชวรนั้น ซูสีไทเฮาได้ออกประกาศในพระนามาภิไธยสมเด็จพระจักรพรรดิว่า สมเด็จพระจักรพรรดิประชวรไข้ทรพิษ ถือเป็นมงคลแก่บ้านเมือง และในระหว่างการรักษาพระองค์นี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ซูสีไทเฮาและซูอันไทเฮาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปพลางก่อน ซึ่งนับได้ว่าซูสีไทเฮากลับเข้าดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์อีกครั้ง
โดยที่คณะแพทย์ถวายการรักษาพระอาการไข้ทรพิษเพื่อตบตาผู้คน แต่ความจริงแล้วทรงเป็นซิฟิลิส สมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อจึงเสด็จสวรรคตในวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2418
อ้างอิง
คึกฤทธิ์ ปราโมช. (2543). ซูสีไทเฮา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ดอกหญ้า 2000. หน้า 12.
คึกฤทธิ์ ปราโมช. (2543). ซูสีไทเฮา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ดอกหญ้า 2000. หน้า 125-126.
sui Lijuan: Carrying out the Coup. CCTV-10 Series on Cixi, Ep. 4
http://www.yifan.net/yihe/novels/history/qsgskym/qsg221.html
Biggerstaff, Knight. The earliest modern government schools in China, Ithaca: Cornell University Press, 1961.
Evans, Nancy. "The Banner-School Background of the Canton T'ung-Wen Kuan." Papers on China 22a (1969) : 89-103.
Zhongguo da baike quanshu. First Edition. Beijing; Shanghai: Zhongguo da baike quanshu chubanshe. 1980-1993.
Professor Sui Lijuang: Lecture Room Series on Cixi, Episode 9
คึกฤทธิ์ ปราโมช. (2543). ซูสีไทเฮา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ดอกหญ้า 2000. หน้า 221-222.
คึกฤทธิ์ ปราโมช. (2543). ซูสีไทเฮา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ดอกหญ้า 2000. หน้า 219-221.
http://rirs3.royin.go.th/new-search/word-search-all-x.asp
คึกฤทธิ์ ปราโมช. (2543). ซูสีไทเฮา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ดอกหญ้า 2000. หน้า 249-250.
Chung, Sue Fawn. "The Much Maligned Empress Dowager: A Revisionist Study of the Empress Dowager Tz'u-Hsi (1835-1908)." Modern Asian Studies 13, no. 2 (1979) : 177-96.
Hummel, Arthur William, ed. Eminent Chinese of the Ch'ing Period (1644-1912). 2 vols. Washington: United States Government Printing Office, 1943.
Warner, Marina. The Dragon Empress: Life and Times of Tz'u-hsi 1835-1908. Weidenfeld & Nicolson, 1972
http://th.wikipedia.org/wiki/วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี